ฟันดีเริ่มที่ครอบครัว

ฟันดีเริ่มต้นที่ครอบครัว และตัวท่านเอง

เรามาช่วยกันรับผิดชอบตัวเอง และครอบครัว ให้มีฟันดีคลอดไปด้วยกัน

เหงือกและฟันจะถูกทำลายมากน้อย รวดเร็วเพียงใด ขึ้นกับสภาพความสมบูรณ์แข็งแรง ของเหงือกและการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากของแต่ละคน ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องดูแล และป้องกัน “โรคฟันผุ” และ “โรคปริทันต์” ด้วยตนเอง

ส่วนทันตแพทย์เป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ วิธีป้องกัน และให้การบำบัดรักษา เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น

การดูแลทันตสุขภาพของคนแต่ละวัย

หญิงมีครรภ์และเด็กวัยก่อนเรียน (0-5 ปี)

ระหว่างตั้งครรภ์ จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้คุณแม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ง่าย ทำให้มีกรดและเศษอาหาร จากการอาเจียนตกค้างในปาก เป็นสาเหตุทำให้ฟันผุ และเหงือกอักเสบได้ง่าย บางรายอาจมีอาการเหงือกบวมด้วย ถ้าหากหญิงตั้งครรภ์เอาใจใส่ดูแล รักษาอนามัยช่องปากให้ดี ก็จะป้องกันการเกิดปัญหาในช่องปากได้ ระหว่างตั้งครรภ์จึงควรปฏิบัติดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างเพียงพอ
  • แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร และหลังอาเจียน หรืออย่างน้อยต้องบ้วนปากแรงๆ หลายๆ ครั้งหลังอาเจียน
  • ไปรับการตรวจรักษา และขอคำแนะนำที่ถูกต้องจากทันตแพทย์ การทำฟันในระหว่างการตั้งครรภ์ จะสามารถทำฟันได้อย่างปลอดภัย ในช่วงครรภ์เดือนที่ 4 ถึง 6

การดูแลฟันลูกน้อย

สำหรับการเลี้ยงลูกนั้น นมแม่จะมีผลดีต่อสุขภาพช่องปากของทารก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปาก จะน้อยกว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมขวด แต่หากจำเป็นต้องเลี้ยงด้วยนมขวด ควรปฏิบัติดังนี้

  1. ให้ทารกดูดน้ำตามหลังดูดนมขวด เพื่อชะล้างคราบนมที่ตกค้างในปาก โอกาสเกิดฝ้าขาวในปากจะลดลง
  2. ไม่ปล่อยให้เด็กหลับคาขวดนม เพราะจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุลุกลามอย่างรวดเร็ว

การทำความสะอาดช่องปากทารก

ทารกอายุ 6-7 เดือน ฟันหน้าเริ่มขึ้น ควรใช้ผ้านุ่มสะอาดพันปลายนิ้ว ชุบน้ำสะอาด เช็ดเหงือกและฟัน เช้า-เย็น เพื่อทำความสะอาด และเป็นการฝึกให้เด็กคุ้นเคย กับการทำความสะอาดช่องปาก ต่อไปเด็กจะยอมรับการแปรงฟันได้ดี

เด็กวัยขวบครึ่ง ฟันกรามน้ำนมเริ่มขึ้น ควรใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มแปรงฟันให้เด็ก โดยยังไม่ต้องใช้ยาสีฟัน

เด็ก 6 เดือนขึ้นไป อาจให้รับประทานฟลูออไรด์เสริม เพื่อให้ฟันแข็งแรง แต่จะต้องใช้ภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์เท่านั้น

วัยประถมศึกษา อายุ 6-12 ปี

วัยนี้เป็นช่วงที่เด็กอยู่ชั้นประถมศึกษา จะมีทั้งฟันน้ำนมและฟันแท้ โดยฟันแท้ซี่แรกเป็นฟันกรามใหญ่ซี่ที่ 1 ฟันซี่นี้ไม่ได้ขึ้นแทนที่ฟันน้ำนม แต่จะขึ้นต่อท้ายฟันน้ำนมซี่ในสุด ฟันล่างมักจะขึ้นก่อนฟันบน ฟันซี่นี้สำคัญมาก เพราะเป็นแนวให้ฟันซี่อื่นขึ้นตามมา เท่าที่พบ ส่วนใหญ่ฟันซี่นี้มักจะผุ และถูกถอนทิ้ง เนื่องจากพ่อแม่เข้าใจว่าเป็นฟันน้ำนม ดังนั้น พ่อแม่ที่มีลูกอายุ 6-7 ปี ควรสำรวจในปากของลูกดูว่า ฟันกรามซี่นี้ขึ้นหรือยัง และนอกจากการฝึกให้เด็กสามารถแปรงฟันตนเองให้สะอาดแล้ว ควรจัดหาอาหารที่มีประโยชน์ให้เด็กด้วย

วัยรุ่น หรือวัยหนุ่มสาว อายุ 13-25 ปี

วัยหนุ่มสาวนี้ เป็นวัยที่ฟันผุมากที่สุด เพราะเด็กวัยรุ่นมักจะหิวบ่อย และชอบกินของขบเคี้ยว ขนมหวาน ลูกอมต่างๆ จนติดเป็นนิสัย ทำให้ฟันผุง่ายมาก นอกจากนั้น เด็กวัยรุ่นมักจะมีปัญหาเรื่อง โรคเหงือก ที่เป็นกันมาก คือ เหงือกอักเสบ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว แต่เหตุใหญ่เกิดจากการไม่รักษาความสะอาดปากและฟัน ดังนั้น วัยนี้ไม่ควรให้ความสนใจ เกี่ยวกับการแปรงฟันให้สะอาด การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของร่างกาย

วัยผู้ใหญ่ อายุ 25-59 ปี

โรคที่น่ากลัว และทำให้ต้องสูญเสียฟันกันมากของผู้ใหญ่ คือ โรคปริทันต์ ซึ่งเป็นโรคที่มีการทำลายของเหงือก และอวัยวะรอบฟัน โรคนี้มีผลเสีย มากกว่าโรคฟัน โดยอาการจะค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน แต่จะรุนแรงกว่า คือ มักจะเป็นกับฟันหลายซี่ติดต่อกัน การรักษายุ่งยากและเสียเวลา มากกว่าโรคฟันผุ แม้ทันตแพทย์จะทำการรักษาให้ดีแล้ว แต่ถ้าคนไข้ไม่ดูแลรักษาสุขภาพช่องปาก ให้ดีควบคู่กันไปด้วย การรักษาก็จะไม่ได้ผล ในที่สุด ฟันจะโยกมาก รักษาไว้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องถอนทิ้ง ผลเสียของโรคนี้อีกประการหนึ่งคือ โรคปริทันต์ มีการทำลายของกระดูกหุ้มรอบรากฟันด้วย ดังนั้น เมื่อต้องถอนฟันออก สันกระดูกจะแบนราบมาก ทำให้ใส่ฟันปลอมไม่ได้ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะหากต้องใส่ฟันปลอมทั้งปาก

วัยสูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป

ปัจจุบัน ผู้สูงอายุยังคงมีปัญหาสุขภาพช่องปากกันมาก เนื่องจากการละเลยต่อการดูแลสุขภาพช่องปาก ผู้สูงอายุส่วนมากถูกถอนฟันไปแล้วหลายซี่ และไม่ได้ใส่ฟันปลอมทดแทน หรือแม้จะใส่อยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม ทำให้เคี้ยวอาหารไม่ถนัด ประกอบกับความเสื่อมของสภาพร่างกายตามวัย เมื่อประสิทธิภาพการบดเคี้ยวลดลง ก็จะกระทบต่อระบบการย่อยอาหาร ซึ่งไม่ค่อยดี ร่างกายจะขาดอาหาร นอกจากนั้น หากปล่อยให้มีโรคในช่องปาก เชื้อโรคก็แพร่กระจายไปที่ ส่วนอื่นของร่างกาย ยิ่งความสามารถในการซ่อมแซมร่างกาย ของผู้สูงอายุลดน้อยลง ก็จะทำให้สุขภาพโดยทั่วไป เสื่อมโทรมลงด้วย ดังนั้น ผู้สูงอายุจึงควรใส่ฟันปลอมทดแทน และดูแลเรื่องความสะอาดภายในช่องปากด้วย

Advertisements

Posted on 30/06/2013, in Uncategorized. Bookmark the permalink. ใส่ความเห็น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: